|

Collaborative Climate Action: Faiths, Policy, and Youth – From BKKCAW 25 to COP30

Similar Posts

  • สิ่งที่ได้จาก 6 ชั่วโมงกับคุณ Irene Santiago… นักสันติวิธีคนสำคัญ

    Key takeaway ที่ได้จากวันสุดท้ายของงาน 2024 KAICIID Dialogue Cities Southeast Asia Conference ที่เมือง Davao ประเทศฟิลิปปินส์ คือ 

    1. Interreligious Dialogue เป็นเรื่องของ mindset 

    2. Relationship คือส่วนสำคัญในการสร้างสันติ

    สองประเด็นนี้ ถูกแชร์ตรงกันโดยผู้ที่อุทิศตนทำงานด้านสันติภาพมาอย่างยาวนาน ดังเช่นคำที่ว่า “Great minds think alike”

    โดยประเด็นแรก  พระอาจารย์นภันต์ได้แชร์ไว้ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในส่วนของ Press Conference ของงานนี้ว่า 

    “Interrelious Dialogue ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของเครื่องมือ แต่เป็นเรื่องของ mindset ที่พร้อมจะเรียนรู้จากทุกคน รวมทั้งตัวเราเอง” 

    ซึ่งในพิธีปิดงานวันนี้ ศ. ดร. ฉันทนา หวันแก้ว ได้ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “Interreligious Dialogue ไม่ใช่ skill แต่เป็น mindset ที่พร้อมเข้าใจ เห็นใจผู้อื่น”

    นอกจากนี้ นับเป็นเกียรติของคณะผู้ร่วมงานจากประเทศไทย ที่หลังพิธีเปิดงาน ได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมบ้านและฟาร์มของคุณ Irene Santiago บุคคลสำคัญด้านสันติของฟิลิปปินส์และของโลก รวมทั้งได้พูดคุย และฟังประสบการณ์อันยาวนานของคุณ Irene

    ประเด็นสำคัญจากคุณ Irene ที่นับว่าเป็น “Great minds think alike” นั้น คือ

    สิ่งที่เป็นปัญหาในการสร้างสันติภาพ คือ เรื่องของ  Relationship

    เช่นเดียวกัน หากใครเคยได้ฟังการบรรยายของพระอาจารย์อยู่เสมอ จะเห็นว่าสิ่งที่คุณ Irene บอกนั้น สอดคล้องกับแนวคิดของพระอาจารย์ที่ถ่ายถอดผ่านเรื่องของ “3 ships” ว่า ในขณะที่ผู้คนกำลังจะจมน้ำตายท่ามกลางทะเลของความเกลียดชัง เรามี เรือ (ship) 3 ลำที่ช่วยชีวิตผู้คนได้ คือ

    1. Relationship

    2. Leadership 

    3. Friendship

    เป็นเรื่องน่าคิด ที่ประเด็นเหล่านี้ ถูกเห็นตรงกันโดยนักสันติวิธีที่มีประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน จึงเป็นหน้าที่ของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง รวมถึงเราทุกคนที่จะลองพิจารณาและทบทวน เพื่อมองหาแนวทางการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

  • จากสามเณรภาคฤดูร้อน… สู่การอุปสมบทพรรษาที่ 25 ของพระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท

    ไม่สำคัญว่าใครต้องรู้ต้องเห็น

    สำคัญที่ เรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร…

    พระอาจารย์กล่าวอยู่เสมอว่า…ที่เลือกทำงานด้านสังคมและการพัฒนา เป็นเพราะ “ต้องการตอบแทนสังคม”

    และการที่หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ส่งไปอยู่ต่างจังหวัดตั้งแต่เป็นสามเณรนั้น ช่วยให้เห็นความเชื่อมโยงและความเป็นส่วนหนึ่งของสังคมของพระพุทธศาสนา จึงเป็นที่มาของการเก็บเกี่ยวหล่อหลอม ที่นำมาสู่การริเริ่มและขับเคลื่อนงาน พระพุทธศาสนาเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างเช่นทุกวันนี้

    พระอาจารย์บวชเณรครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 7 ขวบ โดยความสมัครใจในการบวชเณรภาคฤดูร้อน ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา พระอาจารย์ก็ขอโยมแม่บวชทุกปี ติดต่อกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งอายุ 11 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร โดยการฝากฝังของโยมพ่อ จนกระทั่งบวชพระในปี  2543 โดยหลวงพ่อเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เป็นผู้มอบฉายา “สนฺติภทฺโท” หรือ “ภิกษุผู้สันติ” ให้

    พระอาจารย์บอกอยู่เสมอว่า เมื่อมองย้อนกลับไป เมื่อครั้งที่หลวงพ่อสมเด็จส่งไปเรียนที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ก็เข้าใจในเจตนาของหลวงพ่อมากขึ้น และรู้สึกขอบคุณมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะการได้ไปอยู่ในสังคมต่างจังหวัด ทำให้ได้เห็นวิถีชีวิต การพึ่งพากันของวัดและชุมชน และการเป็นส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนาในวิถีชีวิตของคนในหลายๆมิติ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเปลี่ยนเลยก็ว่าได้…. และกลายมาเป็นส่วนสำคัญของความคิดริเริ่มในการนำความเป็นต้นทุนทางสังคมนี้ มาบูรณาการเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในสังคม ในงาน พระพุทธศาสนาเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่พระอาจารย์กำลังขับเคลื่อนผ่าน IBHAP Foundation 

    นอกจากนี้ สิ่งที่พระอาจารย์ได้เห็นและซาบซึ้งมาตลอด คือการได้รับการดูแลเกื้อกูลจากสังคม  เพราะพระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัยให้พระต้องพึ่งพาญาติโยมในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นนัยยะให้พระประพฤติปฏิบัติดีงามไปในตัว เพื่อให้สมกับการได้รับการดูแลจากญาติโยม… และความรู้สึกนี้เอง ทำให้พระอาจารย์เกิดความรู้สึกอยากตอบแทนสังคม โดยการใช้ความรู้ความสามารถที่ตนเองมี ในการสร้างประโยชน์… เป็นการตอบแทนในลักษณะ สังคมดูแลพระ ในขณะเดียวกัน พระก็ดูแลสังคม โดยการให้ธรรมะ เป็นที่พึ่งทางใจ และเป็นผู้นำการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกมาสู่สังคม

    หลายคนเคยบอกว่า พระอาจารย์เลือกเดินทางยาก… 

    หลายคนเกิดคำถามในสิ่งที่พระอาจารย์กำลังทำ…

    บางครั้งสิ่งที่พระอาจารย์ทำ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครเชิดชู…

    แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้ทำให้พระอาจารย์เปลี่ยนใจ แต่ยังคงมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำ โดยรู้ว่า ตนเองกำลังทำอะไร เพื่ออะไร… โดยที่ไม่ลืมว่าความตั้งใจแรกเริ่มเดิมทีนั้นคืออะไร

  • “ผมเป็นคนรักร่วมเพศ และผมเป็นจิตแพทย์”

    “ผมเป็นคนรักร่วมเพศ และผมเป็นจิตแพทย์”

    ในปี 1972 ชายสวมหน้ากากประหลาดในชุดทักซิโด้ เดินเข้ามา และกล่าวขึ้นในการประชุมสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา และเขาได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์…
    .
    ชายคนนั้น แท้จริงแล้ว คือ นพ. John Ercel Fryer จิตแพทย์ชาวอเมริกัน โดยในการประชุมดังกล่าว เขาได้เข้ามาในที่ประชุมในชุดทักซิโด้ สวมวิก และสวมหน้ากาก (ดังภาพ) พร้อมได้รับการแนะนำว่าคือ Dr. Henry Anonymous สิ่งที่เขากล่าวในวันนั้น ผ่านร่างตัวละคร Dr. Henry ต่อหน้าเพื่อนร่วมวิชาชีพจำนวนมากในที่ประชุม ผ่านไมโครโฟนแปลงเสียง คือ…
    .
    “I am a homosexual. I am a psychiatrist”
    (ผมเป็นคนรักร่วมเพศ และผมเป็นจิตแพทย์)
    .
    เพื่อต้องการสื่อนัยยะและยืนยันว่า การรักร่วมเพศนั้น ไม่ใช่ความเจ็บป่วยทางจิตใจ (เพราะจิตแพทย์ ก็เป็นคนรักร่วมเพศได้) และคำกล่าวนี้ นับได้ว่าสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ช่วยเปลี่ยนความเข้าใจ และมุมมองต่อการเป็นคนรักร่วมเพศ อีกทั้งยังเป็นกุญแจสู่ความเท่าเทียมของคนกลุ่มนี้ในสังคม
    .
    นับตั้งแต่ปี 1952 การเป็นคนรักร่วมเพศ (homosexuality) ถูกจัดไว้เป็นความผิดปกติทางจิตเวช (mental disorder) ชนิดหนึ่ง โดยมีการระบุไว้ใน Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders หรือ DSM ซึ่งเป็น guideline วินิจฉัยและรักษาโรคจิตเวชที่ใช้ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆในโลกด้วย โดยแนวทางการรักษาที่ระบุไว้ มีตั้งแต่ การใช้สารเคมีทำให้อัณฑะฝ่อ (Chemical castration), การทำให้ชักด้วยการช็อตไฟฟ้า (Electroconvulsive therapy) รวมไปถึงการทำลายเนื้อสมองส่วนหน้าบางส่วน โดยใช้แท่งเหล็กสอดผ่านท่อน้ำตาเข้าไปสู่สมอง (Lobotomy)
    .
    การปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมที่มีมาโดยตลอด และการถูกจัดให้เป็นผู้มีความผิดปกติทางจิตเวช นำมาสู่การขับเคลื่อน เรียกร้องจากกลุ่มนักเคลื่อนไหวรักร่วมเพศมาตั้งแต่ประมาณกลางช่วงปี 1960 และสร้างความกดดันให้กับสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา สำหรับตัว นพ. Fryer เอง ก็มีประสบการณ์การถูกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน เช่น ถูกขับไล่ออกจากที่พักและเคยสูญเสียงานที่ทำ เพียงเพราะเขาเป็น “เกย์”… นพ. Fryer ระบุในบทความในวารสาร Gay & Lesbian Psychotherapy ว่า เขาคิดว่าแง่มุมเหล่านี้ ควรได้รับการสื่อสารโดยจิตแพทย์ที่เป็นเกย์ ให้กับกลุ่มผู้ฟังที่พร้อมจะรับฟังจิตแพทย์… หากแต่เขาไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง… จึงเป็นที่มาของ Dr. Henry ในชุดทักซิโด้ สวมวิก สวมหน้ากาก ที่พูดผ่านไมโครโฟนแปลงเสียงในการเสวนา หัวข้อ “Psychiatry: Friend or Foe to Homosexuals?” (จิตเวชศาสตร์: มิตร หรือ ศัตรู ของคนรักร่วมเพศ?) ที่การประชุมสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกา ในปี 1972 ซึ่งได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลาม โดยเฉพาะจากผู้ฟังแถวหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารโรงพยาบาล
    .
    จากนั้น ในปีถัดมา DSM ได้ยกเลิกการจัดการเป็นคนรักร่วมเพศเป็นความผิดปกติทางจิตเวช ซึ่งส่งผลให้เกิดการลดการแบ่งแยกทางเพศในบริบทอื่นๆในสังคมด้วย เช่น ในโบสถ์ โรงเรียน หรือกองทัพ นับเป็นการทวงคืนสิทธิมนุษยชนให้กับคนกลุ่มนี้
    .
    การเปลี่ยนแปลงโดย นพ. Fryer นี้ ได้ถูกบันทึกในประวัติศาตร์ของ Association of LGBTQ+ Psychiatrists และในปี 2005 สมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกายังได้จัดทำรางวัล “John Fryer Award” เพื่อเป็นเกียรติให้กับ นพ. Fryer โดยรางวัลนี้จะถูกมอบให้ผู้ที่ขับเคลื่อนและทำคุณประโยชน์เพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตของกลุ่มคนรักร่วมเพศ
    .
    จากเรื่องราวของ นพ. Fryer ทำให้เราเรียนรู้ว่า…
    อย่าให้ profession ความรู้ความชำนาญดั้งเดิม หรืองานที่เราทำ มากำหนดว่าเราทำสิ่งใดได้หรือไม่ได้ ดังเช่นกรณีนี้ที่ทำให้เราเห็นว่า แพทย์ ก็สามารถเป็นกระบอกเสียงและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่นำมาสู่ความเท่าเทียมในสังคม และเรียกคืนสิทธิมนุษยชนของคนบางกลุ่มได้
    .
    หวังว่าเรื่องนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคน
    .

    สำหรับผู้สนใจ สามารถอ่านเรื่องราวของ นพ. John Fryer เพิ่มเติมได้ที่

    https://www.nbcnews.com/nbc-out/out-news/-homosexual-psychiatrist-dr-anonymous-changed-history-rcna26836

    John Fryer

    Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

  • The Official Launch of the Sunway Charter by Sunway University

    Following his participation in the Planetary Health Annual Meeting Malaysia (PHAM) 2024, Venerable Napan Thawornbanjob has been invited to be a panelist in the up-coming official launch of the Sunway Charter. He will speak on the topic “Faith Communities as Catalysts for Planetary Health Action” in a webinar “Faith in Action: Launching the Sunway Charter”, on May 28th, 6.00 PM, Bangkok time.

    The charter is an initiative by Sunway University, to harness the power of spiritual leadership in addressing global environmental challenges. Anchored in the principles of stewardship, justice, interconnectedness, and inclusivity, it serves as a call to action for faith communities to actively participate in promoting planetary health, sustainability, and resilience. 

    This event will provide a platform for meaningful dialogue and partnership-building among leaders across faith communities and the environmental sector.

    Register here or scan the QR code

    https://forms.office.com/pages/responsepage.aspx?id=6wgQBUDbSUKezp3z6MP1lDczXheU6BtFuoUywur-NYVUM0EwRktXODI0SEM2SlFHVVRTSzBSQTk5Vy4u&route=shorturl

  • Apply now – Youth-led Storytelling for Peace in the Midst of Climate Crisis

    Peace manifests in many forms — and climate resilience is one of them.

    Not everyone can clearly read the signals our planet has been sending, nor see how the climate crisis disproportionately affects vulnerable populations.

    It’s time for someone to speak up for the Earth and its people.

    And you can be that “someone.”

    IBHAP Foundation, with support from The Network for Religious and Traditional Peacemakers, the Ministry for Foreign Affairs of Finland, KAICIID Dialogue Centre, Cerita Caravan, Southeast Asian Youth for Humanity (SEA Y4H), and Religions for Peace, Thailand, invites you to be part of the change.
    .
    Join the Youth-led Storytelling for Peace in the Midst of Climate Crisis programme and meet young leaders from Thailand, the Philippines, Malaysia, and Indonesia as we learn together about storytelling, climate resilience, and peace, and foster a collaborative network for climate action.

    .
    Apply here: https://forms.gle/tbxV87w6ZeaBm6178
    See you on 19–21 December at IBHAP Foundation

    Application deadline: 13 December

    The list of 15 selected participants will be announced on 14 December

    Notes

    • Free training, accommodation, and meals are provided.
    • Programme will be conducted in English.
    • Only 15 participants will be selected for this programme, so apply now

    .

    Email: coordinator@ibhap.org

    Tel: +66800103995

    WhatsApp: +66859173775

    Line: ID: papercutamp

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *